คิดให้ดีก่อน​ “กู้เงิน” ซ่อมบ้าน

 

ใครหลายคนที่บ้านพ้นวิกฤติน้ำท่วมขังไปแล้ว ถึงตอนนี้คงได้เวลากลับเข้าบ้าน และเตรียมการบูรณะซ่อมแซมบ้านกันยกใหญ่ ส่วนจะต้องซ่อมมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับว่าน้ำเข้าไปในตัวบ้านมากแค่ไหน และทำใจทนรับสภาพได้แค่ไหนด้วย

เพื่อนผมท่านหนึ่งกลับเข้าบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน บอกกับผมว่าเห็นสภาพบ้านตัวเองแล้วลมแทบใส่ อยากจะประกาศขายตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เพราะสภาพบ้านชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก น้ำท่วมจนถึงชั้นสอง เฟอร์นิเจอร์เสียหายไปไม่น้อย ตู้เย็นนอนขวางตัวบ้าน ประตูที่เป็นไม้โก่งบวม วอลเปเปอร์มีเฉดสองสี ราขึ้นเต็มฝ้าเพดานต้องเปลี่ยนยกชุด ฯลฯ

 

 

เรื่องแบบนี้ใครไม่เจอ ไม่รู้ครับว่ามันน่าเศร้าขนาดไหน บ้านของเรา เราก็อยากทำให้มันกลับมาน่าอยู่น่าอาศัยเหมือนเดิม แต่เมื่อมองตัวเลขรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าหนักสาหัสเอาการ คำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนส่วนใหญ่ก็คือ จะเอาเงินจากไหนมาซ่อมบ้าน

สถาบันการเงินเองก็นกรู้ รีบออกแคมเปญเงินกู้ระดมกันมาทุกธนาคาร ตั้งชื่อให้เข้ากับสถานการณ์ว่า “เงินกู้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยผู้ประสบภัยน้ำท่วม” ที่จริงก็จัดอยู่ในประเภท “สินเชื่อส่วนบุคคล” นั่นแหละ เพราะบางคนก็กู้จำนวนหนึ่งแค่พอซ่อมบ้าน แต่บางคนก็ถือโอกาสกู้เผื่อจ่ายอย่างอื่นไปด้วย

จะว่าไปแล้ว การบริหารเงินในสถานการณ์ที่ไม่ปกติแบบนี้ “เงินสดในมือ” ถือเป็นส่ิงที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นสถานการณ์ท่ีรายรับค่อนข้างเปราะบาง โดยเฉพาะบางท่านที่ต้องพักงานเนื่องจากสถานประกอบการถูกน้ำท่วมไปด้วย กลุ่มนี้ถือว่าเสี่ยงมาก หากไม่มีเงินสำรองไว้ก่อนหน้านี้

ตรงกันข้ามรายจ่ายที่ค่อนข้างจะแน่นอน แม้จะพักหนี้เรื่องบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิตไปได้บ้าง แต่ยังไงก็ยังต้องกิน ต้องอยู่ ต้องเดินทาง เรียกว่าคนเรานั้นหายใจเฉยๆ โดยไม่เสียสตางค์เลยนั้นเป็นเรื่องทำได้ยาก ย่ิงหากเราต้องใช้เงินซ่อมแซมบ้านจำนวนมาก อาจย่ิงทำให้ “สภาพคล่อง” ของเรามีความเสี่ยงเข้าไปอีก

สำหรับคนที่กำลังคิดว่าจะกู้เงินซ่อมแซมบ้านดีหรือเปล่า ผมมีแนวทางการจัดการเงินค่าซ่อมแซมบ้าน ฝากไว้ให้คิดดังนี้ครับ

อันดับแรก เราควรทำรายการความเสียหายที่ต้องทำการปรับปรุงออกมาให้หมด เขียนลงกระดาษ ย้ำว่าควรเขียนลงกระดาษ อย่าใช้จำเอา เพื่อจะได้เห็นปัญหาทั้งหมดและพิจารณาในคราวเดียว จากนั้นนำรายการซ่อมบ้านทั้งหมด มาจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาจาก 2 เกณฑ์สำคัญ นั่นคือ “ความจำเป็น” และ “ความเร่งด่วน” ทั้งนี้รายจ่ายซ่อมแซมบ้านที่ควรจะทำทันที ควรเป็นรายการที่ทั้งจำเป็นและเร่งด่วน ส่วนบ้านไหนเรื่องใดจะจำเป็น จะเร่งด่วนหรือไม่นั้น ก็แตกต่างกันไป อันนี้ต้องพิจารณากันเอง

ที่สำคัญอย่ามองการฟื้นฟูเป็นเนรมิต เพราะต้นทุนของสองวิธีการนี้ แตกต่างกันมาก หลายคนอะไรเสียก็ซื้อใหม่ ทำใหม่ทั้งหมด อย่างนี้ก็จะสิ้นเปลืองมาก ดังนั้นถ้าจะให้ดีควรพิจารณาด้วยว่า อะไรแค่ซ่อมให้กลับมาใช้ได้ อะไรต้องซื้อใหม่เลย ลองคิดและพูดคุยกับสมาชิกในบ้านให้ดีก่อนตัดสินใจ

ถามว่า ทำไม? ถึงต้องเสียเวลาจัดลำดับความสำคัญ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะเงินสดในมือเรามีอยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น หากต้องนำไปจ่ายกับเรื่องไม่จำเป็นหรือไม่เร่งด่วน อาจทำให้เงินสดในมือไม่พอใช้ได้ และอาจเสียโอกาสกับรายจ่ายอื่นๆที่สำคัญกว่าในอนาคต หรือหากจะกู้เงินมาซ่อมแซมสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่เร่งด่วน ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองและสร้างต้นทุนให้กับชีวิตเกินพอดี จำไว้ว่าหากต้องเป็นหนี้จงเป็นหนี้ในเรื่องที่จำเป็นจริงๆ และเร่ิมเป็นหนี้พรุ่งนี้ยังดีกว่าเป็นหนี้เสียตั้งแต่วันนี้อยู่พอสมควร

ทีนี้เมื่อรู้แล้วว่าต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง ก็ให้นำเอารายการดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับเงินในมือ เพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า อะไรควรซ่อมทันที อะไรควรรอไปก่อน ทั้งนี้โดยหลักการบริหารเงินที่ดีแล้ว การใช้เงินในเรื่องที่ไม่เกิดดอกออกผล (เช่น การซ่อมบ้าน) ควรใช้เงินที่ไม่มีต้นทุน หรือมีต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น หากต้องเสียค่าใช้จ่ายซ่อมบ้านจริงๆ ผมแนะนำให้ท่านใช้เงินจากแหล่งต่อไปนี้ ตามลำดับ

  • เงินชดเชยจากภาครัฐ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ เงินเยียวยาเบื้องต้น ครอบครัวละ 5,000 บาท และเงินซ่อมแซมบ้านสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท อันนี้เป็นสิทธิจากความโชคร้ายของเราโดยตรง ดังนั้นจะมากจะน้อย ก็ต้องใช้ไว้ก่อน แต่การใช้เงินก่อนนี้อาจมีความล่าช้า ดังนั้นคุณอาจต้องสำรองใช้ไปก่อน
  • เงินผลัดชำระหนี้ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ และบัตรเครดิต โดยผู้ชำระหนี้จะต้องติดต่อสถาบันการเงิน เพื่อขอหยุดพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เมื่อเรามีรายได้และไม่ต้องจ่ายหนี้ ก็จะมีสภาพคล่องเหลือและนำไปจัดการกับปัญหาก่อนได้
  • เงินออม  ที่จริงก้อนนี้ไม่ค่อยอยากให้แตะ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ใช้ได้ครับ เพราะยังไงก็เงินเราเอง ไม่มีต้นทุนในการใช้

การใช้เงินสามก้อนนี้แม้จะช่วยให้เราสามารถซ่อมแซมบ้านได้เพียงบางส่วน (นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องจัดลำดับความสำคัญ) แต่ก็เป็นสิทธิ์ที่เราพึงได้รับและเป็นการจัดสรรเงินจ่ายก่อนหลังที่เหมาะสม

สำหรับเงินกู้นั้น ผมแนะนำให้คุณใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อยังเหลือเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ยังไ่ม่ได้รับการซ่อมแซม หลังจากจัดการด้วยเงินก้อนที่ผมได้แนะนำไปแล้ว (แต่เชื่อความสำคัญลดลงและเร่งด่วนลดลงไปมากแล้ว)

เหตุผลง่ายๆที่ผมให้ท่านใช้เงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้าย ก็เพราะมันคือ “เงินกู้” เมื่อกู้มาใช้สุดท้ายก็ต้องคืนเขา ประเด็นคือ อย่าเห็นว่ามีโอกาสกู้ ก็ก้มหน้าก้มตากู้ โดยไม่เคยหยุดคิดเลยว่า เราจะมีปัญญาหาเงินมาใช้คืนเขาหรือเปล่า จะใช้คืนเขาได้เมื่อไหร่ และมันจะกระทบกับสภาพคล่องของเราในอนาคตหรือไม่ ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ดี เพราะเท่าที่สังเกตแคมเปญบางธนาคารให้กู้ยาวถึง 10 ปีเลยทีเดียว ดังนั้นหากท่านตัดสินใจโดยไม่คิดให้ดี นำ้ท่วมคราวนี้ไม่ได้จมแค่ส่ิงปลูกสร้างของคุณแน่นอน แต่จะจมอนาคตทางการเงินของคุณตามไปด้วย

จริงอยู่ท่ีบ้าน คือ วิมานของชีวิต แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้บ้านเป็นบ้านโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่ตัวสิ่งปลูกสร้างหรือเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาย และก็ไม่ใช่ส่ิงอำนวยความสะดวกที่คุณเลือกสรรมาวางเอาไว้ แต่บ้านคือที่ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มีเวลาให้กัน มีกิจกรรมร่วมกัน และเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต

ดังนั้นอย่าเสียเวลากับการปรุงแต่งเปลือก จนสร้างภาระที่จะทำลายความสุขของครอบครัวในอนาคต แต่จงจัดลำดับความสำคัญให้ดี บริหารเงินซึ่งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตให้ถูกต้อง น่าจะดีกว่า

นำ้ท่วมคราวนี้ ถ้าใครมองไม่เห็นว่า อะไรคือส่ิงสำคัญที่สุดใน “ชีวิต” บอกได้เลยว่าน่าเสียดายมาก

สำหรับผม น้ำท่วมคราวนี้ย่ิงทำให้ชีวิตชัดเจนขึ้นว่า “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”

2 thoughts on “คิดให้ดีก่อน​ “กู้เงิน” ซ่อมบ้าน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s